Hideo website template

CIK Cells is a cell from white blood cell (lymphocyte)- mononuclear type – which is drawn from peripheral vessel or spleen of the animal being tested and cultivated outside the body by giving interferon-g, CD3-antibody and interleukin-2.

Cultivated CIK cells, which express marker of natural killer cells (NK), together with T cells expressing receptor natural killer group 2D (NKG2D). The mechanism that activates the destruction of tumor cells is done by CIK cells detecting the tension surrounding of tumor cells (tumor microenvironment) which is unsuitable for the normal cells to live.

CIK cells are not restricted to a specific major histocompatibility complex (MHC), meaning , Win-K cells can be activated by many types of tumor cells and are not subject to any specific type of tumor cells. Since CIK cells does not being activated by a specific MHC (non-majorhistocompatibility complex-restricted). CIK cells and tumor cells will contact and CIK cells will produce perforin to be released to destroy cell membrane of tumor cells without the depending on eFas in stimulating the perforin production. Additionally, it is observed that CIK cells can produce cytokines ie. IFN-g, RANTES, MIP1a and MIP1b. Cytokines will work with IFN-g in destroying tumor cells in the same process as T helper1 and Tcell.

แนะนำให้รู้จัก Dendritic Cell Cancer Vaccines

1. เกี่ยวกับ Dendritic Cell Cancer Vaccines


Dendritic Cell (DC)Cancer Vaccines เป็นการกระตุ้นภูมิต้านทานของร่างกาย ให้ตอบสนองต่อเซลมะเร็ง ซึ่งรวมถึงเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง (lymphocyte) โดยเม็ดเลือดขาวที่ถูกกระตุ้นแล้วจะไปจู่โจมทำลายเซลมะเร็ง ซึ่งเซลมะเร็งจะแสดงแอนติเจนบนผิวเซลมะเร็ง

1.1. เซลเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง คือ Cytotoxic T-lymphocytes ซึ่งจะไปฆ่าเซลที่ติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย ซึ่งเป็นระบบการป้องกันของร่างกายจากการติดเชื้อ เนื่องจากเซลที่ติดเซลที่ติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียจะปรากฎเครื่องหมาย (แอนติเจน)บนผิวของเซล โดยที่ T-lymphocytes สามารถจดจำและทำลายที่ติดเชื้อ ดังนั้นเราอาศัยเครื่องหมายบนผิวเซลมะเร็ง เป็นตัวทำให้ T-lymphocytes ไปทำลายเซลมะเร็ง และขขณะนี้เราสามารถตรวจเอกลักษณ์ของแอนติเจนของเซลมะเร็งได้

1.2. เซลเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่กระตุ้นให้ T-lymphocytes รู้จักและจดจำแอนติเจนของเซลมะเร็งคือ Dendritic cell (DC) เมื่อ DC กลืนกินเซลมะเร็งเข้าไป แล้วจะเคลื่อนที่ไปสู่ต่อมน้ำเหลือง และ DC จะแสดงแอนติเจนของเซลมะเร็งให้กับ T-lymphocytes และกระตุ้นให้ T-lymphocytes รู้จักและเพิ่มจำนวนเพื่อกำจัดเซลมะเร็ง ในระบบหลอดเลือดจะมีเซลเม็ดเลือดขาวไหลเวียนอยู่ ซึ่งเซลเม็ดเลือดขาวเป็นต้นกำเนิดของ DC จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการแพทย์ เราสามารถนำเซลเม็ดเลือดขาวมาเป็นตัวตั้งต้นไปเพาะเลี้ยงเพิ่มจำนวนและพัฒนาให้เป็น DC จำนวนมากนอกร่างกาย

1.3. ในการรักษาโดย DC เราดูดเลือดออกมาจากผู้ป่วย แล้วนำไปสกัดเอาแต่เซลเม็ดเลือดขาวตั้งต้น (ส่วนใหญ่เป็น monocytes) เซลเหล่านี้จะถูกเพาะเลี้ยงไปเป็น DC จากนั้นเราใส่แอนติเจนมะเร็งชนิดต่างๆลงไป DC จะแสดงแอนติเจนมะเร็ง DC เหล่านี้จะถูกฉีดกลับเข้าผู้ป่วย (คนเดียวกัน) โดยทางใต้ผิวหนังบริเวณที่ใกล้กับการดูดกลับของต่อมน้ำเหลือง DC จะไหลเข้าต่อมน้ำเหลือง แล้วแสดงแอนติเจนมะเร็งให้กับ Cytotoxic T-cell เป็นผลให้ Cytotoxic T- cell ได้เรียนรู้จาก DCs แล้วสามารถไปเสาะหาและฆ่าเซลมะเร็งที่มีแอนติเจนบนผิวเซล จึงเป็นการรักษามะเร็งซึ่งเดิมไม่สามารถรักษาด้วยวิธีมาตรฐานในการรักษามะเร็ง

1.4. แอนติเจนมะเร็งที่นำมาใส่ให้กับ DC สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ประเภทแรกคือ peptide (เปปไทด์) ที่มนุษย์ทำขึ้น (เป็นสายโปรตีน) และอีกประเภทคือ autologous tumor lysates เป็นชิ้นส่วนโปรตีนจากเซลมะเร็ง (นำไปแช่แข็ง) ซึ่งได้จากการผ่าตัด โดยปกติจะใช้แอนติเจนจากเปปไทด์ มากระตุ้น DCs

2. ขั้นตอนกระบวนการรักษา

2. ขั้นตอนกระบวนการรักษา
2.1. ทดสอบการเข้ากันได้
มีการเตรียมแอนติเจนจากเปปไทด์ ที่มนุษย์ทำขึ้น โดยพิจารณาให้เหมาะกับชนิดเม็ดเลือดขาว (Human leucocyte antigen หรือ HLA) HLA เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งซึ่งมีความสำคัญต่อระบบภูมิต้านทาน มีการเตรียมเปปไทด์หลายชนิดและทดสอบว่าเข้ากันได้กับ HLA แต่ละประเภท ส่วน autologous tumor lysates จะมีความได้เปรียบตรงที่สามารถนำมาใช้ได้เลย โดยไม่ต้องคำนึงถึงชนิดของ HLA


2.2. การเลือกแอนติเจนที่เกี่ยวข้องกับมะเร็ง
ถ้าเนื้อเยื่อมะเร็งถูกเก็บตามกระบวนการที่ถูกต้อง ก็สามารถนำมาใช้ได้ และมีการเลือกเปปไทด์ที่เข้ากันได้กับ HLA อาจจะใช้เปปไทด์นำไปกระตุ้น DC เพิ่มเติมจาก tumor lysates

2.2.1. ใช้เปปไทด์ที่ทำสำเร็จรูป : เลือกจากเปปไทด์ชนิด WT1 , MUC1 , CEA , HER2

2.2.2. ใช้เปปไทด์ชนิดใหม่ : ซึ่งต้องขึ้นกับหลักฐานทางคลินิก

2.2.3. ใช้เปปไทด์ที่ทำขึ้นมาเฉพาะ : ใช้ในการวิจัยเท่านั้น ซึ่งยังไม่มีข้อมูลทางคลินิกที่เกี่ยวกับการใช้ และประสิทธิภาพของเปปไทด์เหล่านี้
การทดสอบความปลอดภัย มีความจำเป็นต่อการใช้เปปไทด์ เราสามารถข้ามข้อ (a) และ (b) แต่ในกรณีข้อ (c) ซึ่งเป็นเปปไทด์ชนิดใหม่มาก จึงต้องทดสอบกับผิวหนังเพื่อดูการแพ้ก่อน ถ้าเกิดการแพ้ เปปไทด์ที่ทำขึ้นเฉพาะก็ต้องยกเลิก (อ้างอิงถึงการใช้วัคซีนเปปไทด์ของ Japan Society for Biological Therapy)

2.3. การผลิต DC

3.1. Leukapheresis
ใช้เครื่องมือเฉพาะ ในการคัดแยกเซลเม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า monocytes ซึ่งได้จากเลือดของท่าน ขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 2 ชม. ส่วนอื่นๆของเลือด ( neutrophils, เม็ดเลือดแดง , เกร็ดเลือด , พลาสมา ) จะถูกนำกลับคืนสู่กระแสเลือด

Leukapheresis จะทำหลังจากการประเมินสภาพร่างกายของท่าน และผลตรวจเลือด ก่อนหน้า 1 วัน หรือวันเดียวกับวันที่เก็บเลือด แพทย์อาจจะเลื่อนวันเก็บ หากผลไม่เหมาะกับกระบวนการนี้

Leukapheresis จะแทงเข็มเข้าหลอดเลือดดำที่แขน หรือขา หรือบริเวณขาหนีบ กระบวนการนี้อาจเลื่อน ถ้าสภาพหลอดเลือดดำไม่สามารถเจาะได้ อาจจะต้องทำ leukapheresis ซ้ำถ้าปริมาณ monocytes ไม่เพียงพอ ซึ่งขึ้นกับสภาพเลือดของท่าน อย่างไรก็ตามการทำซ้ำ ก็ไม่ได้หมายความว่า จะได้ปริมาณ monocytes ที่เพียงพอ


pic-tech-2
3.2. การเพาะเลี้ยง DC Monocytes จะถูกเพาะเลี้ยง โดยมีสาร cytokines ( สารที่ใช้สื่อสารระหว่างเซล ) เช่น granulocyte microphage colony-stimulating factor (GM-CSF) และ interleukin-4 (IL-4) , และสารที่เรียกว่า OK-432 (Picibanil) ซึ่งจะพัฒนาไปเป็น DC สาร cytokines ที่นำมาเพาะเลี้ยง DC จะเป็นสารที่มีคุณภาพสูง (GMP grade) OK-432 ใช้กันอย่างกว้างขวาง ในฐานะเป็นตัวกระตุ้นภูมิต้านทาน หลังจากนั้นล้างสารเหล่านี้ออกจาก DC ต่อจากนั้น มีการตรวจให้แน่ใจว่า ปลอดจาก สารอันตราย เช่น ไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา และสารที่ทำให้เกิดไข้ จากนั้นเก็บรักษา DC ด้วยไนโตรเจนเหลว สารละลายที่เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อประกอบด้วย albumin จากวัว ใช้ปริมาณเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ในขั้นสุดท้ายของการทำวัคซีนก้จะชำระล้างอย่างดี จนไม่มีปัญหากับการใช้วัคซีน

3.4. การดำเนินการใส่แอนติเจนเข้า DC
นำเซล DC ที่แช่แข็งมาละลาย ใส่เปปไทด์เข้าไปเท่าที่จำเป็น ส่วนเกินจะถูกล้างออก DC ที่มีเปปไทด์แล้ว จะถูกฉีดกลับทางใต้ผิวหนัง ระยะเวลาระหว่างการให้วัคซีนแต่ละครั้ง รวมทั้งปริมาณวัคซีนที่ให้จะพิจารณาจากสภาพร่างกาย ตารางการได้รับยาเคมีบำบัด และการได้รับการฉายรังสี

3.5. การรักษาร่วมกับวิธีอื่น
การรักษาด้วย DC สามารถใช้ร่วมกับวิธีการรักษามะเร็งแบบมาตรฐานชนิดอื่นๆ บางครั้งแพทย์อาจแนะนำให้เพิ่ม Biologic Response Modifiers เช่น lentinan, OK-432 ในกรณีของ lymphopenia (ภาวะที่เลือดมีเม็ดเลือดขาวต่ำกว่าปกติ) แพทย์อาจเพิ่มการรักษาด้วย Lymphokine Activated Killer Cell (LAK therapy) และอาจเพิ่มการรักษาโดย NK-cell ถ้ามีภาวะ natural killer (NK) cell ต่ำ การใช้ยาสมุนไพรและการใช้การรักษาด้วยความร้อน อาจแนะนำตามความจำเป็น การให้อาหารเสริม ควรให้เฉพาะที่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่พิสูจน์ได้แล้ว หากมีข้อสงสัยให้ปรึกษาแพทย์ผู้ทำการรักษา อาจมีความจำเป็นที่ได้รับยากดภูมิต้านทานร่างกาย เช่น adrenal steroid สำหรับป้องกันและรักษาอาการแพ้ (ไข้ และ คันตามผิวหนัง) คลื่นไส้ และอาเจียน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ยาสเตียรอยด์ สามารถกดการตอบสนองของภูมิต้านทาน จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้ได้ขนาดยาที่เหมาะสม

3. ประโยชน์และความเสี่ยง
ด้วยการรักษาของ DC ผลการรักษามะเร็งอาจจะหาย หรือ ลดน้อยลง หรือคงที่ ในรายที่ผู้ป่วยมะเร็งที่ตอบสนองได้น้อย หรือไม่สามารถรับการรักษาด้วยวิธีการรักษามะเร็งตามมาตรฐาน อีกด้านหนึ่ง การรักษาด้วย DC อาจแสดงอาการข้างเคียงตามที่จะพูดถึงต่อไป นอกจากนี้ ประสิทธิภาพของการรักษายังไม่เป็นที่ชัดเจน ดังนั้น พึงระลึกว่า การรักษาอาจมีความเป็นไปได้ว่าจะไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งท่านยังต้องชำระค่าใช้จ่ายในการรัษานี้

อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น ที่เกี่ยวกับ leukapheresis
มีความเป็นไปได้ที่ กรดส้ม (citric acid) (ซึ่งเป็นสารป้องกันการจับกันตกตะกอน ในระหว่างการทำ leukapheresis) ที่จะเกินขนาด ซึ่งจะแสดงอาการเหมือนมีหนามตำที่แขน ขา เกิด vasovagel reflex (ตื่นตกใจ , อาเจียน กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ อ่อนแรง หรือหัวใจเต้นช้า และความดันโลหิตต่ำ ที่เกี่ยวกับการใช้วัคซีน มากกว่า 90% ของการใช้ อาจพบว่า รู้สึกร้อนและบวมที่ฉีด ไม่มีรายงานการอักเสบ อุณหภูมิร่างกายอาจเพิ่มขึ้นเกิน 38 องศา อาจให้ยาต้านการอักเสบ ยาลดปวด กรณีที่ปวดมากเนื่องจากร้อนและบวมในตำแหน่งที่ฉีด มีการศึกษาทางคลินิก 1 กรณี ที่ใช้ เปปไทด์ WT1 พบว่ามีการกดไขกระดูก ในผู้ป่วยที่มีโรค myelodysplastic syndrome เป็นแบบหนึ่งของ hematological malignancy อย่างไรก็ตามไม่มีรายงานกับผู้ป่วยมะเร็งชนิดอื่นๆ กรุณาปรึกษาแพทย์ผู้ให้การรักษา ในกรณีที่เกิดอาการไม่พึงประสงค์

4. การเปิดเผยความลับ กับการให้ข้อมูลเพื่อการวิจัยทางการแพทย์
ข้อมูลการรักษาของท่าน จะถูกปิดเป็นความลับอย่างเข้มงวด ตามหลักมาตรฐานทางการแพทย์ เรารับรองว่าการตีพิมพ์ผลการวิจัยในการรักษาจะไม่เปิดเผยชื่อ ตัวตนของท่าน